ลองของขลัง (ลองยิงงั่ง) โดย นาวาอากาศเอก อภิชัย ศักดิ์สุภา

ลองของขลัง

ลองของขลัง (ลองยิงงั่ง) โดย นาวาอากาศเอก อภิชัย ศักดิ์สุภาลองของขลัง

อ่านบทความต้นฉบับได้ที่ https://goo.gl/IDOds7

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านเกือบทุกท่านต้องมี พระเครื่อง เครื่องราง หรือของขลัง  อย่างน้อยถ้าไม่ติดตัวก็ต้องมีติดบ้าน ติดรถ กันบ้างแน่นอน  บางท่านก็คงสะสมไว้แยะ  ใครให้มาก็เก็บ  บ้างเก็บมาเป็นสิบๆปีก็มี  บางท่านก็ใช้วิธีทั้งรับ  ทั้งขอ  ทั้งเช่า (ซื้อ) ผมเองก็ไม่ต่างจากนี้เช่นกัน  แต่ท่านแน่ใจแค่ไหนว่า พระเครื่อง เครื่องราง ของขลัง  ที่ท่านมีนั้นขลังจริง!  ท่านรู้ได้อย่างไรว่าของของท่านเจ๋ง  บางคนไปเช่าบูชามาจากเซียนพระด้วยราคาแพง  เพียงแค่หลงเชื่อในยี่ห้อของเขา  เราได้ของแท้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ?  ขลังจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ?  จะดูเองก็ดูไม่เป็น  หรือดูไม่ขาด  เรื่องนี้ผมรู้ดีพอสมควรเพราะผมโดนหลอกมาแยะ (ฮิ…ฮิ  สมน้ำหน้า)  ขนาดปัจจุบันนี้ผมว่าผมระวังตัวดีแล้วนะครับ  ผมยังเผลอโดนหลอกเข้าอีกจนได้   เขียนถึงเรื่องนี้แล้ว  ผมขอยกตัวอย่างที่ผมเห็นโฆษณาฝากขายพระเครื่องในนิตยสารพระเครื่องหลายๆฉบับ  มักจะเขียนบอกว่าพระเครื่องรุ่นนี้หรือของขลังชิ้นนี้  ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้  ดีทางคงกระพัน  ดีทางเมตตา  หรือดีทางโชคลาภ  ทำให้ผมสงสัยว่าแล้วทำไมเจ้าของมันไม่เก็บเอาไว้เองวะ?  ถ้าดีทางโชคลาภจริงจะเอามาปล่อยขายแลกตังค์ทำไม?

ลองของขลัง (ลองยิงงั่ง) โดย นาวาอากาศเอก อภิชัย ศักดิ์สุภา

อันที่จริงเรื่องแบบนี้ผมเชื่อว่ามีจริงนะครับ  เป็นวิชาทางไสยศาสตร์ของคนโบราณที่ถ่ายทอดวิชาอาคมกันมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน  แต่ปัจจุบันนี้พอมีเรื่องของพุทธพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้อง  ความศักดิ์สิทธิ์ในการสร้างและปลุกเสกจึงน้อยลง  พ่อค้าพระะเครื่องบางคนก็ถึงกับแต่งนิยายกันขึ้นมาหลายเรื่องเพื่อให้คนหลงเชื่อ  บางทีกลัวคนจะไม่เชื่อ  ก็จะมีรูปที่แสดงละครมาให้ดูอีก  แล้วในที่สุดก็หนีไม่พ้นเป็นการโฆษณาขายของขลังนั่นเอง  ถ้ามีใครมาพูดคุยเรื่องแบบนี้ให้ผมฟังให้ผมเชื่อละก้อ  รอไปก่อนเถอะครับ

จากสาเหตุที่ผมไม่ค่อยเชื่อคำคุยเหล่านี้เอง  ทำให้ผมชอบที่จะนำมาทดลองยิงดู  อันนี้ผมหมายถึงเมื่อก่อนนี้นะครับ  สมัยผมอยู่ที่ กองบิน ๗๑  อ.พุนพิน  จ.สุราษฎร์  ผมจะมีปืนพกขนาด .๓๘ แบบลูกโม่  อยู่กระบอกหนึ่ง  เป็นปืนที่ดีมากๆ  สมัยนั้นผมอยู่ที่ กองพันทหารอากาศโยธิน  กองบิน ๗๑    มักจะมีคนขี้คุยเอาพระเครื่องบ้าง  ตะกรุดบ้าง  เครื่องรางต่างๆบ้าง  มาให้ผมทดลองยิงดู  ผมก็ใช้ปืนของผมนี่แหละในการทดลองยิง  ผมเคยยื่นให้เจ้าของลองยิงเอง  ก็ไม่มีใครกล้า  บอกผมว่า “กลัวปากกระบอกปืนแตก” (แน่ใจเหลือเกินนะ)

การลองยิงปืนของผมนั้น  ผมจะมีการตรวจกระสุนก่อนทุกครั้ง (กระสุนของผมเอง) จากนั้นผมก็จะยกมือไหว้ขอขมาลาโทษก่อน (เดี๋ยวจะหาว่าลบหลู่)  แล้วนำของนั้นไปวางบนมูลดินของสนามยิงปืน  ในระยะห่างประมาณ ๑๐ เมตร  แล้วก็เล็งปืนโดยใช้มือเดียว

ลองของขลัง (ลองยิงงั่ง) โดย นาวาอากาศเอก อภิชัย ศักดิ์สุภา

ผมขอแทรกนิดหนึงครับว่า  ตอนที่ผมเป็นนักเรียนนายเรืออากาศนั้น  ผมเป็นนักกีฬายิงปืนยาวอัดลม  ฝีมือก็พอใช้ได้  เคยลงแข่งกีฬานักเรียน ๔ เหล่า มาแล้ว  ได้เหรียญทองแดงมา ๒ ครั้ง  เป็นประเภทเดี่ยวและทีม  ส่วนปืนสั้นนั้นผมไม่ถนัดเอาซะเลย  แต่พอเรียนจบแล้วปรากฏว่า  ผมยิงปืนสั้นได้ดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ!!!  ผมไม่ได้โม้นะครับ  ดูที่รูปซิครับ

นั่นเป็นครั้งหนึ่งที่มีคนคุยว่าตะกรุดดอกนี้รับรองยิงไม่ออก  เพราะได้ไปลองมาแล้ว  ยิงไม่ออก!!!  มาท้าให้ผมเอาไปลองยิงดู  ผมก็ชอบอยู่แล้ว  จึงจัดให้ โดยมีเพื่อนข้าราชการที่ชอบทางนี้มาเป็นพยาน ๒ คน คือ ร.อ.สมศักดิ์ ฯ (ยศขณะนั้น)กับ พ.อ.อ. สุวิทย์ สุปินานนท์  ซึ่งได้ตกลงกับเจ้าของตะกรุดไว้ว่าผมไม่ขอรับผิดชอบใดๆกับความเสียหายนะครับ  เมื่อตกลงกันเรียบร้อย  ผมก็ทำตามขั้นตอนของผม  แล้วยืนห่างประมาณ ๑๐ เมตร  เล็ง…ยิง (เพียงนัดเดียว)  ผลปรากฏว่า…..ตระกรุดหักเป็น ๒ ท่อนทันที (

เจ้าของก็จ๋อยกลับไป  ที่ผมลองของอย่างอื่นๆก็มีนะครับ  พระเครื่องก็เคย  มีอยู่รายหนึ่งอดีตทหารเก่าเอาพระงั่งมาให้ผมลองยิง  โดยบอกว่ามีคนมาขอซื้อ ๓ ล้าน!!  เลยมาขอให้ผมช่วยทดลองยิงดู  เพราะได้ข่าวว่าผมชอบลองของ  ผมก็เตือนว่าเอาไปขายเลยไม่ดีกว่าหรือ? เขาก็ยังยืนยันบอกว่ากลัวเสียชื่อทีหลัง  ผมเลยสนองให้เพียงนัดเดียว  เห็นองค์พระขยับเล็กน้อย  ผมนึกว่าคงยิงพลาดไปโดนลูกรังข้างๆ  แต่ก็เข้าไปหยิบดู  ปรากฏว่าหัวกระสุนอัดเข้าไปฝังที่ฐานพระ  ทำให้เกิดรอยแตกยาวมาถึงหน้าอกองค์พระงั่ง  เงิน ๓ ล้านก็เลยสลายไป!!!

พอผมย้ายมาเป็น ผู้บังคับกองพันทหารอากาศโยธิน  กองบิน ๕๖  ที่หาดใหญ่  ก็ยังมีของมาให้ผมทดลองยิงอยู่เรี่อยๆ  ส่วนใหญ่ก็เหมือนเดิมคือกระจุย!  ที่ผมว่าส่วนใหญ่ก็เพราะว่าช่วงที่ผมอยู่ที่ กองบิน ๕๖  นี่เอง  ที่ผมเจอของจริงอยู่ ๓ ครั้ง! ครั้งแรกเป็นพิมพ์พระสมเด็จเนื้อผงใส่ถุงพลาสติกใสเล็กๆมา  ซึ่ง ร.อ. วิโรจน์ แพทย์ฉิม  เป็นผู้นำมาและบอกว่าพี่ชายเป็นเจ้าของอยากให้มาลอง

วันนั้นนอกจากเรา ๒ คนแล้ว  ยังมี น.ต. เฉลิม ศิริสวสดิ์  อนุศาสน์ประจำกองบิน ๕๖  เป็นพยานอีกด้วย  คราวนี้ผมขี้เกียจเดินไกล  เพราะรู้ว่านัดเดียวเดี๋ยวก็กระจุย  จึงขอขมาลาโทษแล้วก็วางบนกอหญ้าเล็กๆที่พื้นสนาม  เมื่อเล็งปืนแล้วระยะจะห่างไม่ถึง ๒ เมตรด้วยซ้ำ  โถ…ระยะ ๑๐ เมตร ผมยังยิงไม่มีพลาด  ระยะแค่นี้จะไปเหลืออะไร  ว่าแล้วก็ยิงเปรี้ยงออกไป  ผมเห็นถุงขยับๆ  พอได้ยินเสียงปืนลั่นผมก็ส่ายหน้าแล้วเพราะปืนยิงออก  แล้วผมก็ก้มไปหยิบถุงพระดูปรากฏว่า  ไม่มีร่องรอยถูกกระสุนเลยแม้แต่น้อย!!  ผมยังพูดกับตัวเองว่า เฮ้ย….มือตกได้ไงวะ?  ร.อ.วิโรจน์ ฯ จะหยิบคืน  ผมจึงบอกขอลองยิงดูอีกทีน่า  เมื่อได้รับอนุญาตแล้วผมก็ยิงอีก ๒ นัด  ผมก็ยังยิงไม่ถูกเหมือนเดิม!!  ผมจึงถามที่มาของพระเครื่ององค์นี้  ทำให้ได้รู้ ว่าเป็นพระเครื่องของวัดถ้ำเขาขุนกระทิง  อ.เมือง  จ.ชุมพร  ซึ่งภายหลังผมมีโอกาสได้เดินทางไปที่วัดนี้  ไปกราบขอจากหลวงพ่อกุศลเจ้าอาวาส  จึงได้มา ๑ องค์ (ตามรูป) วัดนี้ถ้ามาจาก กทม. จะเลยปากทางเข้าตัวเมืองชุมพรประมาณ ๑ ก.ม.  วัดจะอยู่ริมถนนทางขวามือ.

ครั้งที่ ๒  เป็นการลองตะกรุด  โดยมี น.ต. เฉลิม ฯ  เป็นพยานอีก  ผมใช้ระยะยิง ๑๐ เมตร  ยิงเพียงนัดเดียวเช่นเดิม  ปรากฏว่าตะกรุดลอยขึ้นไปสัก  ๕ เมตร  แล้วตกลงมา  น.ต. เฉลิม ฯ ยังอุทานว่า “แหม..แม่นจริงๆ”  ผมเดินไปหยิบตะกรุดมาดูปรากฏว่าตะกรุดมีรอยกระสุนตรงกลางดอกพอดี  แต่ไม่เข้า!  ทั้งๆที่เป็นตะกรุดที่ทำจากตะกั่วเนื้ออ่อน   ตะกรุดนี้ปลุกเสกโดย  หลวงพ่อมุม โฆสโก  วัดนาสัก  อ.สวี  จ.ชุมพร  ครับ.!

ครั้งที่ ๓  เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๐ สิงหาคม  ๒๕๓๙  ผมกับ น.ต. เฉลิม ฯ  ได้ไปที่วัดสุวรรณวิชัย  อ.ควนขนุน    จ.พัทลุง  แล้วได้บูชาเหล็กไหลก้อนเล็กๆมา ๑ ก้อน จากหลวงพ่อเชือน  เป็นเหล็กไหลที่ผ่านการหุง (แปรสภาพ) มาแล้ว และนำมาตัดเป็นก้อนครึ่งวงกลมเล็กๆออกให้บูชา  ซึ่งหลวงพ่อเชือนท่านไม่ได้เป็นผู้ทำหรอกครับ  พระที่ได้เหล็กไหลแล้วมาทำนั้นเป็นพระสมัยเมื่อ ๑๐กว่า ปีที่แล้ว (ตอนนั้น)  แต่หลวงพ่อเชือนมีเหลืออยู่ ๔-๕ ก้อน  ผมเลยขอบูชามา ๑ ก้อน  หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็เกิดความกังขาว่าเป็นเหล็กไหลจริงหรือเปล่า?  ของนี้ดีจริงหรือไม่?  เพื่อให้หายสงสัย…ต้องลอง!  ผมก็นำก้อนเหล็กไหลนั้นมาใส่ในถุงพลาสติกเล็กๆ (เป็นถุงซิปแบบที่ใส่ยา) แล้วเอาไปลองที่สนามยิงปืนกองบิน ๕๖ ฯ  ผมก็ทำเหมือนครั้งที่ลองยิงพระพิมพ์สมเด็จวัดถ้ำเขาขุนกระทิง  เปรี้ยงเดียว  ปรากฏว่าถุงพลาสติกลอยขึ้นมาสูงกว่าตัวผมอีก  ผมก้มไปหยิบถุงขึ้นมาจึงได้เห็นที่ถุงมีรอยเป็นรูอยู่ด้านหนึ่งเป็นรูเล็กๆ  (ไม่ใช่รอยจากลูกกระสุนปืน)  ส่วนอีกด้านไม่มีรอยอะไร  เหล็กไหลก็ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว  ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร  โยนถุงนั้นทิ้งไป  แล้วไปทานข้าวกลางวันที่ร้านค้าในกองบิน  พอดีผมได้พบกับ  น.ต.  เฉลิม ฯ ที่มาทานข้าวเช่นกัน  ผมจึงได้เล่าเรื่องราวที่ไปลองยิงเหล็กไหลให้ฟัง  น.ต. เฉลิม ฯ บอกว่าเหล็กไหลนั้น  ท่านหุงใหม่แล้วให้ดีทางโภคทรัพย์  ไม่ใช่ทางอยู่ยงคงกระพัน  ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าหลวงพ่อเชือนให้ใบกำกับการใช้มาด้วย  แต่ผมอ่านแค่ผ่านๆเท่านั้น  อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับผมกลับมานึกถึงถุงพลาสติกที่ใส่เหล็กไหลว่า  ระยะแค่นี้ผมว่าผมยิงไม่น่าพลาด  เพราะถุงยังลอยซะสูงเลย  แต่ทำไมถุงจึงไม่มีร่องรอยกระสุน .๓๘ เลย?  ทำไมจึงมีรูเล็กๆที่ถุงเพียงด้านเดียว?  แล้วเหล็กไหลหายไปไหน? ทั้งๆที่ปากถุงยังปิดสนิทอยู่  ผมก็คิดว่าสงสัยเหล็กไหลคงหนีออกไปก่อน  คิดแค่นี้ผมก็รู้สึกเสียดายอย่างมาก  จึงรีบขับรถไปที่สนามยิงปืนอีกครั้งเพื่อตามหาเหล็กไหลกลับมา  ตอนนั้นบนท้องฟ้าอากาศก็เริ่มครึ้มๆ ฝนคงจะตกในไม่ช้าเป็นแน่  ผมจึงรีบเดินหาบริเวณที่ลองยิงปืน  แต่หาได้ยากมากเพราะที่พื้นนั้น  เต็มไปด้วยกรวดทั้งก้อนเล็กก้อนน้อยดูคล้ายเหล็กไหลก็มีไม่น้อย  แถมยังมีกอหญ้าขึ้นเป็นหย่อมๆทั่วบริเวณอีกด้วย  ผมเดินหาวนไปวนมาอยู่หลายรอบ  จนผมรู้สึกทำท่าจะหมดหวังอยู่รอมร่อ  ผมจึงตัดสินใจลองดูใหม่อีกครั้ง  โดยผมกลับมาตั้งต้นใหม่ตรงที่ผมยืนยิงปืน  และหันหน้าไปทางที่วางถุงเหล็กไหล  แล้วอธิษฐานขอให้หาเหล็กไหลพบ  ถ้าสำเร็จผมจะนำไปเลี่ยมทองห้อยคอตลอดไป  ว่าแล้วผมก็ก้มมองไปที่พื้นข้างหน้ากวาดสายตาจากซ้ายไปขวา จากขวาไปซ้าย  เมื่อไม่พบอะไรผมก็ก้าวเท้าไปอีก ๑ ก้าว  แล้วก็กวาดสายตาแบบเดิม  ผมทำอย่างนี้จนถึงก้าวที่ ๓  ผมจึงได้ไปสะดุดตากับวัตถุกลมแบนเล็กๆคล้ายเหล็กไหลหงายเอาด้านแบนขึ้น  พอหยิบขึ้นมาจึงรู้ว่าใช่เหล็กไหลที่ตามหาจริงๆ  ผมจึงต้องปฏิบัติตามสัญญา  โดยฝากคุณ กู้ หาดใหญ่ นำไปเลี่ยมทอง  ปัจจุบันเหล็กไหลก้อนนี้ก็ยังอยู่ที่สร้อยพระที่ผมคล้องคออยู่ทุกวันนี้ครับ

ปัจจุบันผมเลิกการลองยิงวัตถุมงคลเหล่านี้แล้ว  เพราะเพิ่งได้คิดว่าพระเครื่องมีรูปของพระพุทธองค์  หรือไม่ก็มีรูปของหลวงปู่หลวงพ่อที่เขานับถือกัน  ผมจึงไม่ควรนำมาเป็นเป้ายิง (เพิ่งได้คิด ความรู้สึกช้า) เลยรวมไปถึงเครื่องราง ของขลังอย่างอื่นด้วย  และคงเป็นเพราะเวรกรรมที่ได้ใช้ปืนยิงลองของ  ต่อมาปืนของผมกระบอกนั้นจึงถูกขโมยไปพร้อมกระสุนอีก ๑ กล่อง  ตอนนี้ผมจึงไม่มีปืนคู่ใจ  เหลือแต่ปืนคู่กายกระบอกเดียว.

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

โพสต์เมื่อ 6th February 2012 โดย พลอากาศตรี อภิชัย ศักดิ์สุภา

เพิ่มเพื่อน

รับซื้องั่งและเป๋อเก่า

แบ่งปันข้อมูลงั่งและเป๋อ

คุณจะไม่พลาดทุกบทความ

ติดตามเราผ่าน Google+

ติดตามเราผ่าน Facebook Fanpage

บันทึก

บันทึก

บันทึก

Leave a Reply