เมื่อกลางปี 2568 ช่วงที่ผมได้สร้างพญางั่งจักรพรรดิจันทร์เสี้ยว ตอนนั้นได้มีการสร้างเนื้อพิเศษแบบหล่อโบราณ “เนื้อสำริดเดินทไทย” หลังจากที่ได้พูดคุยกับทางเจ้าของโรงหล่อก็พบว่าที่โรงหล่อมีพิมพ์พระงั่งของเก่า ซึ่งพิมพ์พระงั่งนี้เป็นของเก่าตั้งแต่รุ่นพ่อ ตั้งแต่รับช่วงกิจการโรงหล่อต่อจากพ่อ เจ้าของโรงหล่อก็เก็บพิมพ์เอาไว้ เก็บมาประมาณ 40 กว่าปี


เมื่อเห็นพิมพ์แล้วผมจึงให้โรงหล่อลองเทหุ่นเทียนออกมาดู เพื่อเทียบกับแบบพระงั่งที่ผมเคยเห็น จริงๆแล้วตอนเห็นพิมพ์ปูน ก็พอจะเดาออกครับว่าเป็นพิมพ์ไหน แต่เพื่อความแน่ใจ เทหุ่นเทียนออกมาดูเลยจะได้หายสงสัย
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการจัดสร้างงั่งในรุ่นนี้




หลังจากที่เจอพิมพ์พระงั่งของโรงหล่อแล้ว ผมปรึกษาอาจารย์เจียมว่าถ้าหากจะจัดสร้างงั่งย้อนยุคตามพิมพ์ที่เราพบ พระงั่งควรจะออกมาในรูปแบบไหนดี
1.ใช้พิมพ์เดิม โดยไม่ทำอะไรเพิ่ม (แบบนี้ง่ายดี)
2.ดัดแปลงพิมพ์ เพื่อให้แตกต่างจากต้นฉบับ (อันนี้น่าสนใจ)
3.ใช้พิมพ์เดิม โดยตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อให้มีเอกลักษณ์ (อันนี้น่าสนใจ)
เบื้องต้นผมและอาจารย์เจียมสนใจในข้อที่ 2 และ 3 จึงมาดูขั้นตอนและรายละเอียดเพิ่มเติม
ข้อที่ 2 การดัดแปลงพิมพ์นั้น ตั้งใจจะตัดเอาห่วงแขวนด้านหลังออกให้เหมือนงั่งฐานดินพิมพ์ใหญ่ แต่พอมานึกวิธีการพกพา ก็พบว่าการที่มีห่วงหลังนั้นพกพาได้ง่ายกว่า จึงตัดข้อนี้ออก
ข้อที่ 3 ใช้พิมพ์เดิมเลย แต่เพิ่มเอกลักษณ์เข้าไป ซึ่งก็คือการใส่ยันต์เข้าไปบนองค์พระงั่ง ซึ่งปกติอาจารย์เจียมก็จะมีการจารยันต์บนพระงั่ง และบนเครื่องรางของอาจารย์เจียมอยู่แล้ว
จากการดูหุ่นเทียนที่หล่อมาเป็นตัวอย่างนั้น พบว่าหากเราต้องการจารยันต์เข้าไปในขั้นตอนนี้เลยก็สามารถทำได้ ก็เลยสรุปว่าจะทำการจารยันต์ไปที่หุ่นเทียนเลยทีละองค์ โดยที่หน้าอกด้านหน้าใส่ยัน “นะดี นะดัง” ยันต์ประจำตัวอาจารย์เจียม ซึ่งอาจารย์เจียมได้เลือกยันต์ “พุด-ตะ-วา”เอามาใส่ที่ด้านหลังพระงั่ง (ด้านซ้าย) และใส่ชื่ออาจารย์เจียม (อ.เจียม) ที่ด้านขวา และใส่เลข พ.ศ. ปีที่สร้าง (๒๕๖๘) ที่ฐานพระงั่งทั้งด้านหน้า/หลัง


การจัดสร้างั่งในรุ่นนี้ตั้งชื่อนี้ว่า “สืบสานตำนานงั่ง” เนื่องจากเป็นนำแบบพิมพ์พระงั่งดั้งเดิมของโรงหล่อที่เก็บเอาไว้มานานกว่า 40 ปี เอามาใช้และเพิ่มเติมรายละเอียดต่างๆเข้าไป โดยใช้วิธีการหล่อแบบโบราณ (หล่อโบราณเทดินไทย) โดยเลือกโลหะเป็นเนื้อสำริด ตามสูตรการผสมสำริดของโรงหล่อแห่งนี้ ซึ่งเนื้อสำริดที่เคยหล่อไปครั้งก่อนนั้น (พญางั่งจักพรรดิจันทร์เสี้ยว) เนื้อออกมาสวยมาก รอบนี้จึงขอใช้เนื้อสำริดอีกครั้ง อีกทั้งยังต้องการให้เนื้อพระงั่งรุ่นนี้แตกต่างจากพระงั่งฐานดินที่เราเจอทั่วไปซึ่งเป็นเนื้อทองเหลือง
จารหุ่นเทียนทีละองค์





ลายเส้นบนพระงั่งมาจากไหน

มาถึงบางอ้อ เมื่อได้ทำพระงั่งรุ่น “สืบสานตำนานงั่ง”
ในขั้นตอนการทำหุ่นเทียนสำหรับการหล่อดินไทย (แบบฐานกลวง)
ตอนเทเทียนลงพิมพ์ปูน (พิมพ์ปูนเป็นพิมพ์ประกบซึ่งผมแชร์รูปให้ดูในโพสต์ก่อนหน้าแล้ว) จะต้องคว่ำพิมพ์ลงให้เศียรพระงั่งอยู่ด้านล่าง จากนั้นจึงกรอกเทียนที่อุ่นร้อนซึ่งเป็นของเหลว ลงไปในพิมพ์ โดยกรอกเทียนลงไปในปริมาณที่เหมาะสม จากนั้นจึงแกว่งพิมพ์ปูนเพื่อให้เทียนฉาบด้านในพิมพ์ปูน
ที่บอกว่าจะต้องคำนวณปริมาณเทียนให้เหมาะสมเพราะ ถ้าใส่เทียนมากไป เนื้อเทียนหนา ก็จะทำให้พระงั่งที่หล่อออกมามีเนื้อหนา และด้วยความที่อยากให้พระงั่งรุ่นนี้ออกมาบาง เหมือนกับพระงั่งที่เราคุ้นเคย นี่จึงเป็นโจทย์ยากในการหล่อเพราะว่าเนื้อสำริดนั้น หล่อยากกว่าเนื้อทองเหลืองและทองแดง
กลับมาที่การแกว่งเทียนต่อครับ หลังจากที่เทียนโดนแกว่ง เทียนจะวิ่งไปรอบแบบปูนจนมาบรรจบกัน ซึ่งในตอนที่เทียนมาบรรจบกันนั้น หากเทียนยังเหลวอยู่ เทียนก็จะประสานกันสนิท แต่หากเทียนเริ่มเย็นตัวแล้ว รอยที่เทียนมาประสานกันนั้นจะเกิดร่องบริเวณรอยต่อ (เส้นร่องเทียน) ซึ่งรอยแบบนี้เกิดได้กับพระงั่งทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใกญ่ แต่ที่พบเห็นบ่อยๆจะเห็นในพระงั่งพิมพ์ใหญ่ (สันนิษฐานว่าเกิดจากที่พิมพ์มีขนาดใหญ่ การกรอกและการแกว่งพิมพ์เลยทำได้ช้ากว่าแบบพิมพ์เล็ก จึงเกิดการประสานตัวที่ไม่สนิทของเทียน ทำให้เกิดเส้นรองเทียน ซึ่งเส้นร่องเทียนนี้จะมีลักษณะเป็นเส้นโค้ง ดูเป็นธรรมชาติ มีทั้งแบบเป็นเส้นแนวตั้ง รวมถึงเส้นเป็นวงรีคล้ายๆสร้อย และเส้นรูปแบบอื่นๆ


สำหรับงั่งรุ่นสืบสานตำนานงั่งนั้น ช่างได้ทำการแต่งหุ่นเทียน เพื่อให้ออกมาเรียบเนียนไม่มีเส้น เพราะต้องจารอักขระเลขยันต์ต่อในขั้นตอนต่อไป ช่างได้ซ่อมโดยเติมเทียน (สีน้ำตาล) เข้าไปอุดร่อง เมื่อซ่อมหุ่นเทียนแล้ว จึงนำมาแต่งอีกครั้ง โดยการแต่งหุ่นเทียนจะมี 2 ส่วนคือ
1.แต่งเส้นและความคมชัดต่างๆของพระงั่ง เนื่องจากพิมพ์ปูนชุดนี้อยู่ที่โรงหล่อมามากกว่า 40 ปี ผ่านการใช้งานมาก่อน พิมพ์จึงไม่คมชัด ผมจึงทำการกรีดเส้นและแต่งหุ่นเทียนด้วยตัวเองทุกองค์ (หากเจอเส้นไม่สมบูรณ์หรือไม่คมชัด ฝีมือผมเองคร้าบ…บ)
2.จารอักขระเลขยันต์โดยอาจารย์เจียม ส่วนนี้เป็นงานละเอียดครับ อาจารย์เจียมทำอย่างปราณีต เขียนยันต์พร้อมทั้งปลุกเสกหุ่นเทียนทุกองค์ ในการจารหุ่นเทียนนั้นต้องทำซ้ำ 2 รอบ รอบแรกเขียนเส้นให้เป็นรอยยันต์และอักขระต่างๆ จากนั้นรอบสองจึงเป็นการเขียนซ้ำด้วยเหล็กจารขนาดใหญ่เพื่อเป็นการย้ำเส้นให้กว้างขึ้น เพื่อที่ตอนหล่อออกมาจะได้สมบูรณ์ไม่อุดตัน

เอาเป็นว่ารุ่นนี้ถึงจะใช้พิมพ์เก่าของโรงหล่อ แต่ขั้นตอนและวิธีการทำขึ้นมานั้นไม่ง่ายครับ ผมกับอาจารย์เจียมเรามีแนวคิดเหมือนกันครับ “ไม่ชอบทำอะไร่งายๆ” ยิ่งทำเพื่อสืบสานตำนานงั่งเก่าด้วยแล้ว มันต้องลงมือทำเองครับ เรียกได้ว่าอะไรที่ทำได้ ทำเองหมด อะไรที่ช่วยโรงหล่อทำได้ก็ช่วยครับ ได้ทั้งความรู้ ประสบการณ์ และความภูมิใจ
การหล่อแบบโบราณ (เทดินไทย)
วิธีการหล่องั่งในรุ่นนี้ ใช้วิธีการหล่อแบบโบราณ (เทดินไทย) เพราะต้องการสืบสานรูปแบบและวิธีการให้เหมือนแบบโบราณมากที่สุด การหล่อแบบโบราณนั้นจะเริ่มจากการทำหุ่นเทียนขึ้นมา เมื่อได้หุ่นเทียนมาแล้วจากนั้นในขั้นตอนการทำพิมพ์สำหรับหล่อจะใช้การทาขี้วัวที่หุ่นเทียนให้มีความหนาพอประมาณ (2-3 ชั้น) ซึ่งในขั้นตอนนี้ต้องใจเย็นๆและใช้เวลานาน เพราะในการทาขี้วัวแต่ละชั้นนั้น ต้องรอให้ขี้วัวแห้งโดยการตากแดด เมื่อความหนาพอแล้วจึงทำการพอกดินที่หุ่นเทียน หลังจากนั้นก็จะต้องนำแบบพิมพ์ไปตากแดดให้แห้ง
เพื่อพิมพ์พระแห้งดีแล้ว ก็สามารถนำมาหลาอได้ ซึ่งอันนี้ผมเล่าให้ฟังคร่าวๆว่ามีกรรมวิธีอย่างไร เพื่อจะได้พอเห็นภาพว่ากรรมวิธีในหารหล่อโลหะแบบโบราณนั้น ขั้นตอนซับซ้อนและใช้เวลานาน

ในรูปนี้คือพิมพ์พระหลังจากหล่อเสร็จแล้ว จากรูปจะเห็นว่าเป็นการหล่อทีละองค์ ซึ่งปกติการหล่อพระนั้นจะทำการหล่อเป็นช่อ (หล่อทีละหลายๆองค์) ครั้งนี้ที่เลือกทำพิมพ์พระเพื่อหล่อทีละองค์นั้น เพราะต้องการให้การหล่อออกมาสมบูรณ์ที่สุด การหล่อแบบช่อนั้นมีโอกาสเสียหายสูง เช่นเกิดรอยร้าวรอยแตก การยุบตัวของโลหะ โดยเฉพาะการหล่อเนื้อสำริด เพราะเนื้อสำริดนั้นหล่อยากที่สุด (เนื้อโลหะที่หล่อง่ายคือ ทองเหลือง ทองแดง)
ในส่วนความยากหรือง่ายในการหล่อนั้น ขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้หล่อด้วยครับ การหล่อด้วยวิธีหล่อโบราณเทดินไทยนั้น ถือว่าเป็นการหล่อที่ยาก เรียกได้ว่าเป็นวิธีปราบเซียนเลยครับ ดังนั้นเพื่อให้องค์พระออกมาสมบูรณ์ที่สุด โรงหล่อเลยเลือการทำพิมพ์พระแบบหล่อทีละองค์

